#คําแนะนําด้านโลจิสติกส์

การเตรียมพร้อมสำหรับการตรวจสอบทางศุลกากร: ข้อผิดพลาดทั่วไปที่ควรหลีกเลี่ยง

ประเด็นสำคัญ

  • การตรวจสอบที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Audits): ในปี 2026 กรมศุลกากรไทยเดินหน้าประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานและการบริหารความเสี่ยง ขณะที่การตรวจสอบหลังการตรวจปล่อยสินค้า (Post-Clearance Audit: PCA) ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถย้อนตรวจสอบข้อมูลและเอกสารหลังสินค้าผ่านพิธีการแล้วได้ ดังนั้น ความสอดคล้องและความถูกต้องของข้อมูลจึงมีความสำคัญมากขึ้น.
  • อัตราข้อผิดพลาดที่ไม่ควรมองข้าม: ข้อมูลจาก Australian Border Force ซึ่งสะท้อนความท้าทายด้าน Customs Compliance ในการค้าระหว่างประเทศ พบว่า 32% ของรายการ Import Declaration ที่ได้รับการตรวจประเมินในปีงบประมาณ 2024–25 มีข้อผิดพลาด โดย Tariff Classification เป็นหนึ่งในสาเหตุหลัก ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อมูลจากออสเตรเลีย ไม่ใช่สถิติของกรมศุลกากรไทย.
  • แก้ไขข้อผิดพลาดเชิงรุก: ประเทศไทยมีช่องทางให้ผู้ประกอบการที่สุจริตและพบว่าชำระภาษีอากรไม่ครบถ้วนสามารถทบทวนและขอชำระภาษีอากรเพิ่มเติมผ่าน โครงการรับชำระค่าภาษีอากรเพิ่ม ณ จุดเดียว (One Stop Service) โดยโครงการปัจจุบันขยายระยะเวลาถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 ทั้งนี้ ควรตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดกับกรมศุลกากรก่อนดำเนินการ.
  • ข้อมูลดิจิทัลต้องสอดคล้องกัน: ประเทศไทยเดินหน้าระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt และมาตรฐานการแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น การรักษาข้อมูลใน Commercial Invoice ใบขนสินค้า บัญชี และเอกสารภาษีให้ถูกต้องและสอดคล้องกันจึงมีความสำคัญต่อความพร้อมในการตรวจสอบ.

การตรวจสอบทางศุลกากรไม่ได้จบลงทันทีเมื่อสินค้าผ่านพิธีการแล้ว ในประเทศไทย กองตรวจสอบอากร (Post-Clearance Audit Division) มีหน้าที่ตรวจสอบเอกสารหลังผ่านพิธีการศุลกากร รวมถึงข้อมูลด้านราคาศุลกากร การจัดเก็บอากร การยกเว้น ลดหย่อน และสิทธิประโยชน์ทางอากร.

ในปี 2026 ความสำคัญของข้อมูลยิ่งเพิ่มขึ้น เมื่อกรมศุลกากรไทยมีนโยบายนำ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนภารกิจของกรมมากขึ้น. สำหรับธุรกิจ นั่นหมายความว่าการเตรียมพร้อมสำหรับ Customs Audit หรือ Post-Clearance Audit ไม่ควรเริ่มเมื่อได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ แต่ควรเริ่มจากการตรวจสอบความถูกต้องของ HS Code ราคาศุลกากร เอกสาร และข้อมูลที่ใช้ในการนำเข้าและส่งออกตั้งแต่ต้น

คู่มือนี้จะพาคุณดูข้อผิดพลาดด้าน Customs Compliance ที่พบบ่อย และวิธีเตรียมธุรกิจให้พร้อมก่อนเกิดการตรวจสอบ

ทำไมการเลือก HS Code ของคุณจึงอาจถูกตั้งข้อสังเกต?

การเลือกรหัสระบบฮาร์โมไนซ์ (Harmonised System - HS) โดยอิงจากอัตราอากรที่ต่ำที่สุด โดยไม่มีเหตุผลด้านคุณลักษณะหรือการใช้งานของสินค้ารองรับ มักกระตุ้นให้เกิดการตรวจสอบหลังการตรวจปล่อยสินค้า (PCA) ที่ออกแบบมาเพื่อการจัดการด้านอากร (Duty engineering) ในกรณีที่สินค้าใช้รหัสที่มีภาษีต่ำกว่าโดยไม่มีเหตุผลทางเทคนิคที่สมเหตุสมผล 

การจำแนกประเภทสินค้าควรพิจารณาจากลักษณะ วัสดุ องค์ประกอบ หน้าที่ และการใช้งานของสินค้า รวมถึงหลักเกณฑ์และหมายเหตุที่เกี่ยวข้องกับพิกัดศุลกากร ไม่ใช่เลือกจากอัตราอากรที่ต้องการเสีย

ข้อผิดพลาดเกี่ยวกับ HS Code ที่ธุรกิจควรระวัง ได้แก่

  • ชิ้นส่วน vs สินค้าสำเร็จรูป (Parts vs. Finished Goods): การจำแนกสินค้าสำเร็จรูปเป็นชิ้นส่วนหรือส่วนประกอบ โดยไม่มีหลักเกณฑ์ทางพิกัดรองรับ เพียงเพื่อให้ใช้อัตราอากรที่ต่ำกว่า
  • การละเลยหมายเหตุประกอบตอน (Ignoring Chapter Notes): การไม่ตรวจสอบ Section Notes และ Chapter Notes ซึ่งอาจมีข้อกำหนดสำคัญต่อการจำแนกประเภทสินค้า
  • การใช้หมวด “อื่น ๆ” (Other Categories): การเลือกพิกัดประเภท “อื่น ๆ” ทั้งที่มีพิกัดที่อธิบายสินค้านั้นได้เฉพาะเจาะจงกว่า
  • รหัสที่ไม่สอดคล้องกันระหว่างตลาด: HS Code 6 หลักแรกเป็นมาตรฐานสากล ดังนั้นหากสินค้าเดียวกันถูกจำแนกแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญในหลายประเทศโดยไม่มีเหตุผลด้านสินค้า ก็ควรทบทวนการจำแนกอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม รหัสในระดับประเทศที่เกิน 6 หลักสามารถแตกต่างกันได้ตามระบบพิกัดของแต่ละประเทศ

ในปี 2026 ระบบ HS 2022 และ AHTN 2022 ยังคงเป็นฐานพิกัดที่ประเทศไทยใช้อยู่ แต่กรมศุลกากรสามารถปรับปรุงรหัสสถิติ Reference Files และข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้ ดังนั้นธุรกิจควรตรวจสอบข้อกำหนดของรหัสของ SKU ที่ส่งเป็นประจำ ไม่ควรใช้รหัสเดิมตลอดไป

คุณสามารถใช้  My Global Trade Services (MyGTS)  เพื่อช่วยค้นหา Tariff Code ตรวจสอบข้อกำหนดด้านการนำเข้าและส่งออก และประเมินอากรและภาษีเบื้องต้นได้ อย่างไรก็ตาม ความรับผิดชอบในการระบุ HS Code ที่ถูกต้องยังคงเป็นของผู้ส่งหรือผู้ประกอบการ

ส่งของไปต่างประเทศเป็นประจำ?

เปิดบัญชีธุรกิจ DHL Express คุ้มกว่า!

รับเรทราคาพิเศษสำหรับธุรกิจ พร้อมคำแนะนำด้านศุลกากรและบริการ door-to-door

เปิดบัญชีธุรกิจเลย

ทำไมความถูกต้องของการประเมินราคาศุลกากรถึงสำคัญต่อการตรวจสอบ?

หนึ่งในข้อผิดพลาดที่สำคัญในการนำเข้าสินค้าคือการประเมินราคาต่ำกว่าความเป็นจริง (Under valuation) และการคิดว่า ราคาที่แสดงอยู่ใน Commercial Invoice คือราคาศุลกากรสุดท้ายเสมอ

ประเทศไทยใช้ระบบราคาศุลกากรตามหลัก GATT/WTO โดยในกรณีที่ใช้ Transaction Value ราคาที่ชำระจริงหรือที่จะต้องชำระอาจต้องมีการปรับเพิ่มด้วยค่าใช้จ่ายหรือมูลค่าบางประเภทตามหลักเกณฑ์ เช่น ค่าสิทธิและค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ค่านายหน้าบางประเภท ค่าภาชนะบรรจุ ค่าประกันภัย ค่าขนส่ง และวัสดุหรือบริการบางรายการที่ผู้ซื้อจัดหาให้ผู้ผลิต.

จุดที่ผู้ประกอบการควรตรวจสอบ ได้แก่:

  • ค่าสิทธิที่ไม่ได้รวมไว้ (Unreported Royalties): ค่าสิทธิหรือค่าธรรมเนียมใบอนุญาตบางประเภทที่เกี่ยวข้องกับสินค้านำเข้าและเป็นเงื่อนไขของการขาย อาจต้องนำมารวมในการคำนวณราคาศุลกากร
  • มูลค่าวัสดุหรือบริการที่ผู้ซื้อจัดหาให้ (Assists): เช่น เครื่องมือ แม่พิมพ์ วัสดุ หรือบริการบางประเภทที่ผู้ซื้อจัดหาให้ผู้ผลิตโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือในราคาที่ลดลง
  • ธุรกรรมระหว่างบริษัทที่เกี่ยวข้องกัน: หากผู้ซื้อและผู้ขายมีความสัมพันธ์กัน ต้องพิจารณาว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวมีอิทธิพลต่อราคาซื้อขายหรือไม่ ไม่ควรสมมติว่า Transfer Pricing สำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคลจะเท่ากับ Customs Valuation โดยอัตโนมัติ.
  • การชำระเงินทางอ้อม: ค่าใช้จ่ายหรือการชำระเงินที่เกี่ยวข้องกับสินค้านำเข้าบางรายการอาจไม่ปรากฏอยู่ใน Commercial Invoice แต่ยังอาจเกี่ยวข้องกับการกำหนดราคาศุลกา

สำหรับธุรกิจที่นำเข้าสินค้าเป็นประจำ การกำหนดนโยบาย Customs Valuation ที่ชัดเจนและเก็บเอกสารประกอบไว้ครบถ้วน จะช่วยให้สามารถอธิบายที่มาของราคาที่สำแดงได้หากมีการตรวจสอบในภายหลัง

DHL Express มีทีมงานด้านศุลกากร ที่ช่วยดำเนินพิธีการศุลกากรโดยเฉพาะ ช่วยเหลือติดต่อขอข้อมูลหรือเอกสารเพิ่มเติมจากผู้ส่งหรือผู้รับเมื่อจำเป็น แต่ความถูกต้องของข้อมูลที่ใช้สำแดงยังคงเป็นความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้องกับการนำเข้าและส่งออก

e-Invoicing ส่งผลต่อความพร้อมในการตรวจสอบอย่างไร?

เมื่อข้อมูลทางธุรกิจถูกจัดเก็บในรูปแบบดิจิทัลมากขึ้น ความสอดคล้องของข้อมูลระหว่างระบบก็มีความสำคัญมากขึ้นตามไปด้วย

ประเทศไทยมีระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt ซึ่งรองรับการจัดทำและนำส่งข้อมูลใบกำกับภาษีและใบรับในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ให้กรมสรรพากร และกรมสรรพากรได้กำหนดมาตรฐานด้านการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภาครัฐและเอกชน.

ดังนั้น หากข้อมูลเดียวกัน เช่น ราคาสินค้า รายละเอียดสินค้า จำนวน หรือคู่ค้า ถูกบันทึกแตกต่างกันใน Commercial Invoice ใบขนสินค้า ระบบบัญชี หรือเอกสารภาษี ธุรกิจควรสามารถอธิบายเหตุผลและมีหลักฐานรองรับความแตกต่างดังกล่าวได้

สิ่งที่ควรจับตาในปี 2026 ได้แก่:

  • การดำเนินงานในรูปแบบดิจิทัลมากขึ้น: ประเทศไทยและหลายประเทศในอาเซียนเดินหน้าพัฒนาระบบการค้า ภาษี และเอกสารอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น ทำให้คุณภาพของ Master Data มีความสำคัญกว่าเดิม
  • การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล: ระบบ e-Tax Invoice ใช้โครงสร้างข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ตามมาตรฐานที่กำหนด ช่วยให้ข้อมูลถูกจัดเก็บและตรวจสอบในรูปแบบที่เป็นระบบมากขึ้น.
  • การใช้ Data Analytics และ AI: ในปี 2569 กรมศุลกากรไทยมีนโยบายประยุกต์ใช้ AI เพื่อสนับสนุนภารกิจของกรม ขณะที่งานบริหารความเสี่ยงและ Post-Clearance Audit ใช้ข้อมูลในการตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่ควรระบุว่า ระบบ AI ของกรมศุลกากรเปรียบเทียบ Import Declaration กับ Corporate Tax Filing ของกรมสรรพากรแบบอัตโนมัติหรือ Real-Time เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลทางการที่ยืนยันการทำงานในลักษณะดังกล่าว

สำหรับธุรกิจ สิ่งสำคัญที่สุดจึงไม่ใช่การคาดเดาว่าหน่วยงานใดสามารถเห็นข้อมูลใด แต่คือการทำให้ข้อมูล Commercial, Customs และ Tax ที่มาจากธุรกรรมเดียวกันมีที่มาที่ชัดเจนและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้

สัญญาณเตือน (Red Flags) ในประเทศไทยที่ควรระวังมีอะไรบ้าง?

แต่ละประเทศมีข้อกำหนดและประเด็นด้าน Customs Compliance แตกต่างกัน สิ่งที่สามารถนำเข้าได้โดยไม่ต้องมีใบอนุญาตในประเทศหนึ่ง อาจเป็นสินค้าควบคุมในอีกประเทศหนึ่งได้

สำหรับธุรกิจที่นำเข้าหรือส่งออกสินค้าในประเทศไทย ควรให้ความสำคัญกับประเด็นต่อไปนี้:

  • สินค้าควบคุม (Controlled Goods): อาหาร ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ส่วนผสมสมุนไพร สินค้าเกษตร เคมีภัณฑ์ และสินค้าเฉพาะประเภทอื่น ๆ อาจต้องได้รับใบอนุญาตหรือผ่านข้อกำหนดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กรมวิชาการเกษตร หรือหน่วยงานอื่นตามประเภทสินค้า ก่อนนำเข้าหรือส่งออก
  • ข้อตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreements: FTAs): การขอใช้อัตราอากรพิเศษต้องเป็นไปตามกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) และมีหลักฐานถิ่นกำเนิดหรือเอกสารที่กำหนด การใช้สิทธิ FTA โดยไม่มีหลักฐานรองรับอาจนำไปสู่การประเมินอากรเพิ่มเติมในภายหลัง
  • การนำเข้าชั่วคราว (Temporary Scheme): สินค้าที่นำเข้าชั่วคราว เช่น อุปกรณ์สำหรับงานนิทรรศการ การซ่อม หรือวัตถุประสงค์อื่นตามเงื่อนไข ต้องปฏิบัติตามระยะเวลาและข้อกำหนดในการส่งกลับออกนอกราชอาณาจักร หากไม่เป็นไปตามเงื่อนไขอาจเกิดภาระอากรหรือปัญหาด้าน Compliance

DHL Express มีประสบการณ์ด้านพิธีการศุลกากรระหว่างประเทศจากการให้บริการกว่า 220 ประเทศทั่วโลก ซึ่งช่วยให้ธุรกิจสามารถเตรียมข้อมูลและเอกสาร ตามข้อกำหนดของประเทศต้นทางและปลายทางได้ดีขึ้น

โดยเฉพาะในช่วง Peak Season เช่น ก่อนเทศกาลสงกรานต์หรือช่วงปลายปี การเตรียมเอกสารและตรวจสอบข้อกำหนดล่วงหน้าสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากความล่าช้าที่หลีกเลี่ยงได้

การแก้ไขข้อผิดพลาดโดยสมัครใจช่วยลดความเสี่ยงจากบทลงโทษได้หรือไม่?

หากธุรกิจตรวจพบว่าการสำแดงที่ผ่านมาอาจมีข้อผิดพลาด สิ่งสำคัญคือไม่ควรสมมติว่าการไม่ดำเนินการใด ๆ จะทำให้ปัญหาหายไป เพราะกรมศุลกากรสามารถตรวจสอบเอกสารหลังการตรวจปล่อยสินค้าได้

ในประเทศไทยมี 'โครงการรับชำระค่าภาษีอากรเพิ่ม ณ จุดเดียว (One Stop Service)' ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่สุจริตแต่พบว่าชำระค่าอากรหรือภาษีอื่นไม่ครบถ้วน สามารถทบทวนตนเองและยื่นขอชำระส่วนที่ขาดเพิ่มเติมผ่านกองตรวจสอบอากรได้ (ปัจจุบันโครงการได้รับการขยายระยะเวลาถึง 30 กันยายน 2569) 

ประโยชน์ของการแก้ไขข้อผิดพลาดโดยสมัครใจ:

  • แก้ไขข้อมูลก่อนเกิดปัญหา: เมื่อพบข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นซ้ำในหลายชิปเมนต์ การแก้ไข Master Data หรือขั้นตอนภายในตั้งแต่ต้นช่วยลดความเสี่ยงในอนาคต
  • ชำระอากรที่ขาดให้ครบถ้วน: สำหรับกรณีที่เข้าเงื่อนไข One Stop Service ผู้ประกอบการสามารถทบทวนและดำเนินการชำระอากรหรือภาษีที่ขาดตามขั้นตอนของกรมศุลกากร
  • แสดงถึงการควบคุมภายในที่ดี: การมีขั้นตอนตรวจสอบและแก้ไขข้อผิดพลาดช่วยให้ธุรกิจสามารถแสดงที่มาของข้อมูลและการดำเนินการแก้ไขได้ชัดเจนขึ้น
  • แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ: การตรวจพบความผิดพลาดมักเป็นโอกาสให้ธุรกิจทบทวน HS Code, Customs Valuation, Supplier Data หรือขั้นตอนการจัดทำเอกสารทั้งหมด

ทั้งนี้ การเปิดเผยหรือแก้ไขข้อมูลด้วยตนเองไม่ได้หมายความว่าจะได้รับการยกเว้นค่าปรับโดยอัตโนมัติ ผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับลักษณะของข้อผิดพลาด ข้อเท็จจริง และช่องทางที่ใช้ดำเนินการ

ภายใต้พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 การยื่นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือไม่บริบูรณ์ซึ่งอาจทำให้เกิดความสำคัญผิดอาจมีโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาทตามมาตรา 202 ขณะที่กรณีหลีกเลี่ยงอากรโดยมีเจตนาฉ้ออากรตามมาตรา 243 มีบทลงโทษที่รุนแรงกว่า รวมถึงโทษปรับตั้งแต่ครึ่งเท่าแต่ไม่เกินสี่เท่าของอากรที่ต้องเสียเพิ่ม.

หากพบข้อผิดพลาดในการสำแดงย้อนหลัง ควรตรวจสอบข้อเท็จจริงและแนวทางล่าสุดกับกรมศุลกากรหรือที่ปรึกษาที่มีคุณสมบัติเหมาะสมก่อนดำเนินการ

คุณต้องเก็บรักษาบันทึกทางศุลกากรไว้นานเท่าใด?

อย่างน้อย 5 ปี

ตามมาตรา 63 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก ผู้ขนส่ง และบุคคลที่เกี่ยวข้องตามที่กำหนด มีหน้าที่เก็บและรักษาบัญชี เอกสาร หลักฐาน และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับของที่ผ่านพิธีการศุลกากรไว้ ไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันที่นำเข้าหรือส่งออก.

นี่เป็นเหตุผลที่ Customs Compliance ไม่ควรจบลงหลังชิปเมนต์ถูกนำส่งสำเร็จ เพราะการตรวจสอบหลังการตรวจปล่อยสามารถเกิดขึ้นภายหลัง และเจ้าหน้าที่อาจต้องทบทวนข้อมูลการนำเข้าหรือส่งออกย้อนหลัง.

ธุรกิจควรมีระบบจัดเก็บข้อมูลที่ครอบคลุมอย่างน้อย

  • ระยะเวลาการเก็บรักษา: เก็บเอกสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปีนับจากวันที่นำเข้าหรือส่งออก
  • ค้นหาได้ง่าย: เอกสารควรถูกจัดเก็บอย่างเป็นระบบและสามารถเรียกดูได้เมื่อจำเป็น แทนที่จะเก็บเป็นไฟล์แยกกันโดยไม่มีข้อมูลเชื่อมโยง
  • ข้อมูลครบตลอดธุรกรรม: ควรสามารถเชื่อมโยง Commercial Invoice, Packing List, ใบขนสินค้า หลักฐานการชำระเงิน เอกสารการขนส่ง ใบอนุญาต และเอกสารประกอบอื่นที่เกี่ยวข้องกับ Shipment ได้

 

ธุรกิจของคุณพร้อมสำหรับการตรวจสอบหรือยัง?

Customs Compliance ไม่ได้หมายถึงเพียงการกรอกเอกสารให้ผ่านพิธีการในวันนี้ แต่หมายถึงการสามารถพิสูจน์ได้ในอนาคตว่า HS Code ราคาศุลกากร สิทธิ FTA และข้อมูลอื่นที่ใช้ในการสำแดงมีหลักฐานรองรับอย่างเหมาะสม

การเตรียมความพร้อมจึงควรเริ่มจากการสร้างข้อมูลที่ถูกต้องและตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็น:

  • HS Code และ Product Master Data
  • Customs Valuation
  • Commercial Invoice
  • FTA และเอกสารถิ่นกำเนิดสินค้า
  • ใบอนุญาตสำหรับสินค้าควบคุม
  • เอกสารการชำระเงินและการขนส่ง
  • การจัดเก็บเอกสารย้อนหลังอย่างเป็นระบบ

หากธุรกิจของคุณมีการนำเข้าหรือส่งออกเป็นประจำ การเตรียมข้อมูลให้ถูกต้องตั้งแต่ก่อนจัดส่งช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาศุลกากรในระยะยาว และช่วยให้ช่วงโซ่อุปทานของคุณดำเนินต่อได้อย่างไม่สะดุดและมั่นใจมากขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย ได้แก่ การใช้ HS Code ไม่ถูกต้อง การสำแดงราคาศุลกากรไม่ครบถ้วน เช่น การไม่รวมต้นทุนเพิ่มเติม เช่น ค่าสิทธิ เข้าไปในการประเมินราคาศุลกากร การใช้สิทธิ FTA โดยไม่มีหลักฐานเพียงพอ การขาดใบอนุญาตสำหรับสินค้าควบคุม และข้อมูลในเอกสารที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมเดียวกันไม่สอดคล้องกัน

การเตรียม Master Data และเอกสารประกอบให้ถูกต้องตั้งแต่ก่อนจัดส่งช่วยลดความเสี่ยงจากการต้องแก้ไขข้อมูลหรือชี้แจงเพิ่มเติมในภายหลัง

HS Code เชื่อมโยงกับอัตราอากร ข้อจำกัด และข้อกำหนดของสินค้า หากสินค้าเดียวกันมีการเปลี่ยนพิกัดบ่อยครั้ง ใช้พิกัดที่ทำให้อัตราอากรลดลงโดยไม่มีเหตุผลด้านคุณลักษณะสินค้ารองรับ หรือข้อมูลไม่สอดคล้องกับรายละเอียดสินค้า อาจเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการตรวจสอบเพิ่มเติม

 

การบริหารความเสี่ยงและการตรวจสอบหลังการตรวจปล่อยของกรมศุลกากรใช้ข้อมูลและเอกสารจากการนำเข้าและส่งออกในการตรวจสอบ และในปี 2569 กรมศุลกากรยังมีนโยบายเพิ่มการประยุกต์ใช้ AI เพื่อสนับสนุนภารกิจของกรมอีกด้วย

Post-Clearance Audit หรือ PCA คือการตรวจสอบที่ดำเนินการหลังสินค้าผ่านพิธีการศุลกากรแล้ว โดยเจ้าหน้าที่สามารถทบทวนข้อมูลและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าและส่งออก เพื่อประเมินความถูกต้องของราคาศุลกากร อากร สิทธิประโยชน์ และการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านศุลกากร

ประเทศไทยมี โครงการรับชำระค่าภาษีอากรเพิ่ม ณ จุดเดียว (One Stop Service) สำหรับผู้ประกอบการที่สุจริตแต่พบว่าชำระค่าอากรหรือภาษีอื่นไว้ไม่ครบถ้วน เพื่อให้สามารถทบทวนและขอชำระส่วนที่ขาดเพิ่มเติมผ่านกองตรวจสอบอากรได้

โครงการปัจจุบันมีกำหนดถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 ดังนั้นควรตรวจสอบสถานะ เงื่อนไข และขั้นตอนล่าสุดกับกรมศุลกากรก่อนดำเนินการ

ได้

ในการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่สามารถขอเอกสาร หลักฐาน และข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาว่าราคาศุลกากรที่สำแดงมีที่มาถูกต้องหรือไม่ โดยเฉพาะกรณีธุรกรรมระหว่างบริษัทที่เกี่ยวข้องกัน ค่าสิทธิ ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม หรือรายการที่อาจมีผลต่อ Transaction Value