#คําแนะนําด้านโลจิสติกส์

รู้จัก HS Code: สิ่งสำคัญสู่การผ่านพิธีการศุลกากรที่รวดเร็วขึ้น

ประเด็นสำคัญ

  • เพิ่มความแม่นยำด้วยเครื่องมือดิจิทัล: การจำแนกประเภทสินค้าด้วยตนเองอาจเกิดข้อผิดพลาดได้ โดยเฉพาะเมื่อมีสินค้าใหม่หรือรายละเอียดทางเทคนิคที่ซับซ้อน เครื่องมืออย่าง MyGTS สามารถช่วยค้นหา HS Code ตรวจสอบข้อกำหนดด้านการนำเข้าและส่งออก และประเมินอากรและภาษีเบื้องต้นได้ อย่างไรก็ตาม ความรับผิดชอบในการระบุ HS Code ที่ถูกต้องยังคงเป็นความรับผิดชอบของผู้ส่งสินค้า
  • ความเสี่ยงจากข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง: ข้อมูลจาก Australian Border Force ที่ถูกนำมาอ้างอิงในปี 2026 พบว่า 32% ของ Import Declarations ที่ได้รับการตรวจประเมินในปีงบประมาณ 2024–25 มีข้อผิดพลาด สะท้อนให้เห็นว่าความถูกต้องของข้อมูลศุลกากรเป็นเรื่องที่ธุรกิจไม่ควรมองข้าม 
  • มูลค่าและการจำแนกประเภทสินค้าเป็นคนละเรื่อง: HS Code เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ใช้กำหนดอัตราอากรและข้อกำหนดของสินค้า ความแตกต่างของรหัสเพียงไม่กี่หลักอาจทำให้สินค้าอยู่ภายใต้อัตราอากรหรือข้อกำหนดที่ต่างกัน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อ Landed Cost ของธุรกิจ
  • ตรวจสอบก่อนจัดส่ง: การค้นหา HS Code จากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ ตรวจสอบข้อกำหนดของประเทศปลายทาง และตรวจสอบรหัสสินค้าที่ใช้อยู่เป็นประจำ ช่วยลดความเสี่ยงจากข้อมูลไม่ถูกต้อง การโดนเรียกขอเอกสารเพิ่มเติม และความล่าช้าที่สามารถหลีกเลี่ยงได้

ในปี 2026 ความถูกต้องของข้อมูลมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น เนื่องจากกรมศุลกากรไทยมีการนำ Big Data และเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารความเสี่ยง พร้อมเดินหน้าประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสนับสนุนงานศุลกากรมากขึ้น ซึ่งรวมถึงแนวทางการตรวจสอบและควบคุมหลังการตรวจปล่อยสินค้า (Post-clearance Audit) การจำแนกพิกัด และการตรวจหาความผิดปกติของข้อมูลทางศุลกากร

การจำแนกประเภทสินค้าเปรียบเสมือน DNA ของการค้าระหว่างประเทศ สำหรับธุรกิจที่นำเข้าหรือส่งออกสินค้าในประเทศไทย HS Code คือข้อมูลสำคัญที่ใช้กำหนดอัตราอากร ภาษี และข้อกำหนดด้านการนำเข้าและส่งออก ภายใต้กฎหมายศุลกากรที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น การใช้ HS Code ที่ไม่ถูกต้องจึงอาจส่งผลมากกว่าความล่าช้าในการตรวจปล่อยสินค้า เพราะความคลาดเคลื่อนอาจถูกตรวจพบได้แม้หลังจากสินค้าได้รับการตรวจปล่อยไปแล้ว

คู่มือนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจวิธีเลือกรหัส HS Code ที่เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงด้านศุลกากรและช่วยให้การค้าระหว่างประเทศดำเนินไปได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น

HS Code คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ?

HS Code (Harmonized System Code) คือระบบสากลที่ใช้จำแนกสินค้าที่ซื้อขายระหว่างประเทศ โดยเลข 6 หลักแรกเป็นมาตรฐานเดียวกันในประเทศที่ใช้ระบบ Harmonized System ก่อนที่แต่ละประเทศหรือภูมิภาคจะเพิ่มตัวเลขเพื่อรองรับรายละเอียดด้านภาษีและข้อกำหนดของตนเอง

  • โครงสร้างสากล: ตัวเลข 6 หลักแรกของ HS Code เป็นมาตรฐานสากล ทำหน้าที่เป็นภาษากลางในการจำแนกสินค้าสำหรับการค้าระหว่างประเทศ.
  • รายละเอียดสำหรับประเทศไทย: ประเทศไทยใช้ ASEAN Harmonised Tariff Nomenclature (AHTN) ในระดับ 8 หลัก และในการจัดทำใบขนสินค้าจะมีการใช้รหัสสถิติอีก 3 หลักตามประเภทสินค้า จึงอาจเห็นข้อมูลในรูปแบบรวม 11 หลักสำหรับประเทศไทย
  • ตรวจสอบข้อกำหนดก่อนส่ง: แพลตฟอร์ม MyDHL+ ของเราอิงจากรหัสเหล่านี้และแจ้งเตือนข้อจำกัดหรือเอกสารที่ต้องใช้ก่อนที่คุณจะจัดส่ง ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับสินค้าที่มีการควบคุม เช่น ผลิตภัณฑ์สมุนไพรหรือเครื่องสำอางบางชนิดที่เข้าสู่ประเทศไทย
  • สินค้าใหม่และสินค้าที่มีเทคโนโลยีซับซ้อน: ปัจจุบันหน่วยงานต่างๆ กำลังมุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีใหม่ๆ สินค้าอย่าง Smart Wearables, Drones หรือเทคโนโลยีพลังงานใหม่อาจมีรายละเอียดในการจำแนกประเภทมากกว่าสินค้าทั่วไป จึงควรตรวจสอบคุณสมบัติและคำอธิบายสินค้าอย่างละเอียดก่อนเลือกรหัส
  • ใช้พิกัดและข้อมูลล่าสุด: ในปี 2026 ประเทศไทยยังใช้ AHTN 2022 และกรมศุลกากรมีการปรับปรุง Reference Files และรหัสสถิติภายในระบบอย่างต่อเนื่อง โดยมีชุดรหัสสถิติที่อัปเดตและมีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2026 ขณะที่ WCO กำหนดให้ HS 2028 เริ่มมีผลในวันที่ 1 มกราคม 2028

 

อ่าน HS Code อย่างไร?

การเข้าใจโครงสร้างของ HS Code ช่วยให้คุณสามารถตรวจสอบรหัสเบื้องต้นได้ง่ายขึ้น ตัวเลขแต่ละระดับจะค่อย ๆ ระบุประเภทสินค้าให้เฉพาะเจาะจงมากขึ้น โดยรหัสมาตรฐานสากล 6 หลักมีโครงสร้างดังนี้

ตำแหน่ง

ชื่อ

คำอธิบาย

ตัวอย่าง (HS 6205.20)

2 หลักแรก

ตอน (Chapter)

หมวดหมู่กว้างๆ ของสินค้า (รวม 1-97 ประเภท)

62 = เสื้อผ้า ไม่ถักนิตติ้งหรือถักโครเชต์

2 หลักถัดไป

ประเภท (Heading)

ประเภทผลิตภัณฑ์ภายในChapter นั้นๆ (00-98 ต่อประเภท)

05 = เสื้อเชิ้ตสำหรับผู้ชายหรือเด็กผู้ชาย

2 หลักสุดท้าย

ประเภทย่อย (Subheading)

ระบุวัสดุ ลักษณะ หรือคุณสมบัติของสินค้าเพิ่มเติม

20 = ทำจากผ้าฝ้าย

ในขณะที่ 6 หลักแรกเป็นสากล  รหัส AHTN 8 หลักเป็นมาตรฐานภูมิภาคที่ใช้กำหนดอัตราอากรขาเข้าภายในอาเซียน ทั้งนี้ กรมศุลกากรไทยได้เพิ่มรหัสสถิติ 3 หลักท้ายเพื่อติดตามข้อมูลการค้าของประเทศและจัดการการควบคุมการนำเข้าในท้องถิ่น เช่น ภาษีสรรพสามิตในประเทศ หรือข้อจำกัดด้าน อย. และใบอนุญาตเฉพาะของไทย

ตัวอย่างเช่น พิกัดสินค้า 8 หลักเดียวกันอาจมีรหัสสถิติได้หลายรายการ ขึ้นอยู่กับรายละเอียดของสินค้า ดังนั้นการค้นหาเพียง HS Code 6 หลักจึงอาจยังไม่เพียงพอสำหรับการดำเนินพิธีการศุลกากรในประเทศไทย

เครื่องมือ MyGTS ของ DHL Express ช่วยให้คุณค้นหา Tariff Code จากคำอธิบายสินค้า ตรวจสอบข้อกำหนดการนำเข้าและส่งออก รวมถึงประเมินอากร ภาษี และ Landed Cost เบื้องต้นสำหรับประเทศปลายทางได้.

 

ทำไมการใช้ HS Code ผิดจึงเป็นความเสี่ยงต่อธุรกิจ?

HS Code ที่ไม่ถูกต้องอาจส่งผลมากกว่าการแก้ไขเอกสาร เพราะรหัสพิกัดศุลกากรเชื่อมโยงกับอัตราอากร ภาษี ข้อจำกัด และใบอนุญาตของสินค้าโดยตรง หากข้อมูลไม่สอดคล้องกับลักษณะของสินค้า เจ้าหน้าที่ศุลกากรอาจขอข้อมูลเพิ่มเติม ประเมินพิกัดใหม่ หรือเรียกเก็บอากรและภาษีเพิ่มเติม ซึ่งอาจทำให้การตรวจปล่อยสินค้าใช้เวลานานขึ้น

 

บทลงโทษในประเทศไทยขึ้นอยู่กับลักษณะและข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี การใช้ HS Code ผิดไม่ได้หมายความว่าจะถูกปรับสี่เท่าโดยอัตโนมัติ อย่างไรก็ตาม หากการกระทำเข้าข่ายการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากรโดยเจตนาตามมาตรา 243 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 กฎหมายกำหนดโทษปรับตั้งแต่ครึ่งเท่าแต่ไม่เกินสี่เท่าของอากรที่ต้องเสียเพิ่ม และศาลอาจสั่งริบของได้.

 

สำหรับ Shipment ที่ดำเนินการผ่าน DHL Express ทีมพิธีการศุลกากรสามารถช่วยดำเนินกระบวนการ Customs Clearance และอาจติดต่อขอข้อมูลหรือเอกสารเพิ่มเติมเมื่อจำเป็น อย่างไรก็ตาม ความรับผิดชอบทางกฎหมายในการระบุ HS Code ที่ถูกต้องยังคงเป็นของผู้ส่งสินค้า และ DHL Express Thailand ไม่ได้ให้บริการจำแนกประเภท HS Code แทนผู้ส่งก่อนการดำเนินพิธีการศุลกากร.

 

ดังนั้น หากสินค้าของคุณอยู่ภายใต้ข้อกำหนดเฉพาะ เช่น อาหาร เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์สมุนไพร สินค้าเกษตร หรือสินค้าอื่นที่อาจต้องมีใบอนุญาต ควรตรวจสอบทั้ง HS Code และข้อกำหนดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนจัดส่ง โดยระบบของกรมศุลกากรสามารถใช้ตรวจสอบข้อมูลใบอนุญาตเบื้องต้นได้ แต่กรมศุลกากรเองก็แนะนำให้ยืนยันกับหน่วยงานที่กำกับดูแลสินค้าอีกครั้ง

 

HS Code ส่งผลต่อต้นทุนรวม (Landed Cost) ของคุณอย่างไร?

Landed Cost หรือต้นทุนรวมของสินค้าเมื่อนำเข้าถึงปลายทาง ไม่ได้มีเพียงราคาสินค้าและค่าขนส่ง แต่ยังอาจรวมค่าประกันภัย อากร ภาษี และค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า

เนื่องจาก HS Code เป็นหนึ่งในข้อมูลหลักที่ใช้กำหนดอัตราอากร การเลือกพิกัดที่ไม่ถูกต้องอาจทำให้ธุรกิจประเมินต้นทุนต่ำหรือสูงกว่าความเป็นจริง และส่งผลต่อการตั้งราคาสินค้าในตลาดปลายทาง

ข้อตกลงการค้าเสรี หรือ Free Trade Agreements (FTAs) ทำให้การตรวจสอบ HS Code มีความสำคัญมากขึ้น เพราะสิทธิอัตราอากรพิเศษจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย รวมถึงการจำแนกประเภทสินค้า กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) และหลักฐานถิ่นกำเนิดที่กำหนด การใช้พิกัดไม่ถูกต้องจึงอาจกระทบต่อการพิจารณาว่าสินค้ามีคุณสมบัติได้รับสิทธิพิเศษทางอากรหรือไม่

คุณสามารถใช้ DHL Landed Cost Calculator เพื่อค้นหา Tariff Code และประเมินอากร ภาษี และต้นทุนรวมเบื้องต้นก่อนส่งได้ ซึ่งช่วยให้ธุรกิจวางแผนราคาและลดโอกาสที่ผู้รับจะพบค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดเมื่อสินค้าถึงปลายทาง

ส่งของไปต่างประเทศเป็นประจำ?

เปิดบัญชีธุรกิจ DHL Express คุ้มกว่า!

รับเรทราคาพิเศษสำหรับธุรกิจ พร้อมคำแนะนำด้านศุลกากรและบริการ door-to-door

เปิดบัญชีธุรกิจเลย

ข้อผิดพลาดเกี่ยวกับ HS Code ที่พบบ่อยในทวีปเอเชียมีอะไรบ้าง?

ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นทั้งฐานการผลิตและตลาดสำคัญของสินค้าเทคโนโลยีและสินค้าที่มีส่วนประกอบหลายประเภท ซึ่งอาจทำให้การจำแนก HS Code มีความซับซ้อนมากขึ้น

ตัวอย่างเช่น สินค้าที่ขายรวมกันเป็นชุดอาจต้องพิจารณากฎการจำแนกประเภทของ Harmonized System เพื่อหาว่าส่วนประกอบใดเป็นลักษณะสำคัญของสินค้า หรือในบางกรณีอาจจำเป็นต้องจำแนกสินค้าแต่ละรายการแยกกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของชุดสินค้านั้น

จุดที่ผู้ส่งสินค้าในประเทศไทยควรระมัดระวัง ได้แก่:

  • อุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ (Smart Wearables): อุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะมีหลายฟังก์ชัน เช่น การบอกเวลา การตรวจสุขภาพ และการรับส่งข้อมูล การจำแนกจึงควรพิจารณาคุณสมบัติหลักและรายละเอียดทางเทคนิคของสินค้า ไม่ควรเลือก HS Code จากชื่อทางการตลาดเพียงอย่างเดียว
  • โดรน (Drones): การจำแนกประเภทโดรนขึ้นอยู่กับคุณสมบัติ การออกแบบ และวัตถุประสงค์การใช้งานของสินค้า สิ่งเหล่านี้อาจถูกจำแนกเป็นกล้อง ของเล่น หรืออากาศยาน ก็ได้ซึ่งล้วนอยู่ภายใต้รหัสที่แตกต่างกัน ผู้ส่งควรตรวจสอบพิกัดปัจจุบัน แทนการนำรหัสของสินค้าเทคโนโลยีรุ่นเก่ามาใช้โดยอัตโนมัติ
  • Green Energy: ผงโซลาร์เซลล์ อินเวอร์เตอร์ แบตเตอรี่ และส่วนประกอบของระบบพลังงานอาจอยู่ภายใต้พิกัดที่แตกต่างกัน การระบุรายละเอียดสินค้าและส่วนประกอบให้ชัดเจนจึงมีความสำคัญต่อการจำแนกประเภท

ระบบ HS มีการปรับปรุงเรื่อยๆ เพื่อรองรับการค้าและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป โดย HS 2022 ยังคงเป็น edition ปัจจุบันในปี 2026 และ HS 2028 จะมีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2028 ดังนั้นธุรกิจที่มีสินค้าเทคโนโลยีหรือ SKU จำนวนมากควรติดตามการเปลี่ยนแปลงของพิกัดก่อนที่ edition ใหม่จะมีผล

 

จะค้นหา HS Code ที่ถูกต้องได้อย่างไร?

การค้นหา HS Code ไม่ควรอาศัยเพียงชื่อสินค้าเชิงการตลาดหรือผลการค้นหาทั่วไป เนื่องจากภาษาที่ใช้ในการจำแนกพิกัดศุลกากรอาจแตกต่างจากชื่อที่ใช้ขายสินค้า ตัวอย่างเช่น คำว่า “Electronic Parts” หรือ “Machine Parts” อาจครอบคลุมสินค้าหลายประเภทที่มี HS Code แตกต่างกัน

ผู้ส่งสินค้าจึงควรเริ่มจากการรวบรวมรายละเอียดของสินค้าให้ครบถ้วน เช่น สินค้าคืออะไร ผลิตจากวัสดุใด ทำหน้าที่อะไร มีส่วนประกอบอะไร และมีคุณสมบัติทางเทคนิคอย่างไร ก่อนนำข้อมูลไปค้นหาพิกัดที่เหมาะสม และเพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการจำแนกประเภทผิด นี่คือคำแนะนำ 3 ขั้นตอน:

  • ใช้แหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้: ตรวจสอบ HS Code กับฐานข้อมูลอย่างเป็นทางการของกรมศุลกากรหรือหน่วยงานศุลกากรของประเทศปลายทาง และใช้ เครื่องมือ MyGTS  เพื่อช่วยค้นหา Tariff Code รวมถึงตรวจสอบข้อกำหนดการนำเข้าและส่งออก
  • ขอคำวินิจฉัยล่วงหน้า(เมื่อจำเป็น): สำหรับสินค้าที่มีความซับซ้อน มูลค่าสูง หรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการจำแนกประเภท ผู้ประกอบการสามารถศึกษากระบวนการ Advance Tariff Ruling ของกรมศุลกากรไทย เพื่อขอคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการก่อนนำเข้าสินค้า
  • ตรวจสอบรายการ SKU สม่ำเสมาอ: เช็ก HS Code ของสินค้าที่จัดส่งเป็นประจำ โดยเฉพาะเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติสินค้า พิกัด AHTN รหัสสถิติ อัตราอากร หรือเมื่อ WCO ออก HS edition ใหม่ หรือกรมศุลกากรไทยมีการอัปเดต Reference Files และข้อมูลพิกัดอย่างต่อเนื่อง

พร้อมยกระดับการจัดส่งระหว่างประเทศของคุณหรือยัง?

การใช้ HS Code ที่ถูกต้องเป็นพื้นฐานสำคัญของการจัดส่งระหว่างประเทศ ช่วยให้ธุรกิจสามารถประเมินอากรและภาษี เตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้อง และลดความเสี่ยงจากความล่าช้าที่เกิดจากข้อมูลไม่ครบถ้วนหรือไม่สอดคล้องกัน 

คำถามที่พบบ่อย 

HS Code คือรหัสที่ใช้จำแนกสินค้าสำหรับการค้าระหว่างประเทศ โดยโครสงร้างของประเทศไทยเป็นดังนี้

  • 6 หลักแรก = HS Code มาตรฐานสากล
  • 8 หลัก = AHTN ที่ไทยและประเทศอาเซียนใช้
  • + รหัสสถิติ 3 หลัก = ใช้เพิ่มเติมในการจัดทำใบขนสินค้าขาเข้า/ขาออกของไทย 

รหัสเหล่านี้ใช้เพื่อระบุประเภทสินค้า อัตราอากร และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าและส่งออก

อัตราอากรอาจเปลี่ยนแปลงได้จากการปรับพิกัดหรืออัตราอากรของประเทศนั้น ๆ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสิทธิพิเศษทางการค้า นอกจากนี้ หากสินค้าเคยถูกจำแนก HS Code ไม่ถูกต้องและได้รับการจำแนกใหม่ อัตราอากรที่ใช้ก็อาจแตกต่างจากเดิม ดังนั้นควรตรวจสอบพิกัดและอัตราอากรล่าสุดก่อนจัดส่ง

เลข 6 หลักแรกเป็นมาตรฐานทั่วโลก อย่างไรก็ตาม สำหรับการจัดส่งภายในอาเซียนรวมถึงประเทศไทย โดยทั่วไปจำเป็นต้องใช้รหัส 8 หลัก

แต่แต่ละประเทศหรือภูมิภาคสามารถเพิ่มหลักเพิ่มเติมเพื่อกำหนดรายละเอียดของสินค้า อัตราอากร หรือข้อกำหนดในประเทศได้ สำหรับประเทศไทย กรมศุลกากรไทยต้องการรหัส 11 หลักที่เฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้นสำหรับการผ่านพิธีการขั้นสุดท้าย 

ดังนั้นควรตรวจสอบ Tariff Code ของประเทศปลายทางทุกครั้ง

HS Code ที่ไม่ถูกต้องอาจทำให้เกิดการประเมินอากรและภาษีใหม่ การขอเอกสารเพิ่มเติม หรือความล่าช้าในการตรวจปล่อยสินค้า และอาจมีผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี หากเข้าข่ายการหลีกเลี่ยงอากรโดยเจตนาตามมาตรา 243 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 อาจมีโทษปรับตั้งแต่ครึ่งเท่าแต่ไม่เกินสี่เท่าของอากรที่ต้องเสียเพิ่ม รวมถึงบทลงโทษอื่นตามที่กฎหมายกำหนด

DHL Express มี MyGTS (My Global Trade Services) ซึ่งเป็นเครื่องมือ Self-Service ที่ช่วยค้นหา Tariff Code ตรวจสอบข้อกำหนดด้านการนำเข้าและส่งออก และประเมิน Duties, Taxes และ Landed Cost เบื้องต้นสำหรับประเทศต่าง ๆ ได้

อย่างไรก็ตาม ความรับผิดชอบในการจำแนก HS Code ที่ถูกต้องยังคงเป็นของผู้ส่งสินค้า และ DHL Express ไม่ได้ให้บริการจำแนก HS Code หรือคำนวณ Landed Cost แทนลูกค้าก่อนการดำเนินพิธีการศุลกากร