HS Code คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ?
HS Code (Harmonized System Code) คือระบบสากลที่ใช้จำแนกสินค้าที่ซื้อขายระหว่างประเทศ โดยเลข 6 หลักแรกเป็นมาตรฐานเดียวกันในประเทศที่ใช้ระบบ Harmonized System ก่อนที่แต่ละประเทศหรือภูมิภาคจะเพิ่มตัวเลขเพื่อรองรับรายละเอียดด้านภาษีและข้อกำหนดของตนเอง
- โครงสร้างสากล: ตัวเลข 6 หลักแรกของ HS Code เป็นมาตรฐานสากล ทำหน้าที่เป็นภาษากลางในการจำแนกสินค้าสำหรับการค้าระหว่างประเทศ.
- รายละเอียดสำหรับประเทศไทย: ประเทศไทยใช้ ASEAN Harmonised Tariff Nomenclature (AHTN) ในระดับ 8 หลัก และในการจัดทำใบขนสินค้าจะมีการใช้รหัสสถิติอีก 3 หลักตามประเภทสินค้า จึงอาจเห็นข้อมูลในรูปแบบรวม 11 หลักสำหรับประเทศไทย
- ตรวจสอบข้อกำหนดก่อนส่ง: แพลตฟอร์ม MyDHL+ ของเราอิงจากรหัสเหล่านี้และแจ้งเตือนข้อจำกัดหรือเอกสารที่ต้องใช้ก่อนที่คุณจะจัดส่ง ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับสินค้าที่มีการควบคุม เช่น ผลิตภัณฑ์สมุนไพรหรือเครื่องสำอางบางชนิดที่เข้าสู่ประเทศไทย
- สินค้าใหม่และสินค้าที่มีเทคโนโลยีซับซ้อน: ปัจจุบันหน่วยงานต่างๆ กำลังมุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีใหม่ๆ สินค้าอย่าง Smart Wearables, Drones หรือเทคโนโลยีพลังงานใหม่อาจมีรายละเอียดในการจำแนกประเภทมากกว่าสินค้าทั่วไป จึงควรตรวจสอบคุณสมบัติและคำอธิบายสินค้าอย่างละเอียดก่อนเลือกรหัส
- ใช้พิกัดและข้อมูลล่าสุด: ในปี 2026 ประเทศไทยยังใช้ AHTN 2022 และกรมศุลกากรมีการปรับปรุง Reference Files และรหัสสถิติภายในระบบอย่างต่อเนื่อง โดยมีชุดรหัสสถิติที่อัปเดตและมีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2026 ขณะที่ WCO กำหนดให้ HS 2028 เริ่มมีผลในวันที่ 1 มกราคม 2028
อ่าน HS Code อย่างไร?
การเข้าใจโครงสร้างของ HS Code ช่วยให้คุณสามารถตรวจสอบรหัสเบื้องต้นได้ง่ายขึ้น ตัวเลขแต่ละระดับจะค่อย ๆ ระบุประเภทสินค้าให้เฉพาะเจาะจงมากขึ้น โดยรหัสมาตรฐานสากล 6 หลักมีโครงสร้างดังนี้
ตำแหน่ง
| ชื่อ
| คำอธิบาย
| ตัวอย่าง (HS 6205.20)
|
|---|
2 หลักแรก
| ตอน (Chapter)
| หมวดหมู่กว้างๆ ของสินค้า (รวม 1-97 ประเภท)
| 62 = เสื้อผ้า ไม่ถักนิตติ้งหรือถักโครเชต์
|
2 หลักถัดไป
| ประเภท (Heading)
| ประเภทผลิตภัณฑ์ภายในChapter นั้นๆ (00-98 ต่อประเภท)
| 05 = เสื้อเชิ้ตสำหรับผู้ชายหรือเด็กผู้ชาย
|
2 หลักสุดท้าย
| ประเภทย่อย (Subheading)
| ระบุวัสดุ ลักษณะ หรือคุณสมบัติของสินค้าเพิ่มเติม
| 20 = ทำจากผ้าฝ้าย
|
ในขณะที่ 6 หลักแรกเป็นสากล รหัส AHTN 8 หลักเป็นมาตรฐานภูมิภาคที่ใช้กำหนดอัตราอากรขาเข้าภายในอาเซียน ทั้งนี้ กรมศุลกากรไทยได้เพิ่มรหัสสถิติ 3 หลักท้ายเพื่อติดตามข้อมูลการค้าของประเทศและจัดการการควบคุมการนำเข้าในท้องถิ่น เช่น ภาษีสรรพสามิตในประเทศ หรือข้อจำกัดด้าน อย. และใบอนุญาตเฉพาะของไทย
ตัวอย่างเช่น พิกัดสินค้า 8 หลักเดียวกันอาจมีรหัสสถิติได้หลายรายการ ขึ้นอยู่กับรายละเอียดของสินค้า ดังนั้นการค้นหาเพียง HS Code 6 หลักจึงอาจยังไม่เพียงพอสำหรับการดำเนินพิธีการศุลกากรในประเทศไทย
เครื่องมือ MyGTS ของ DHL Express ช่วยให้คุณค้นหา Tariff Code จากคำอธิบายสินค้า ตรวจสอบข้อกำหนดการนำเข้าและส่งออก รวมถึงประเมินอากร ภาษี และ Landed Cost เบื้องต้นสำหรับประเทศปลายทางได้.
ทำไมการใช้ HS Code ผิดจึงเป็นความเสี่ยงต่อธุรกิจ?
HS Code ที่ไม่ถูกต้องอาจส่งผลมากกว่าการแก้ไขเอกสาร เพราะรหัสพิกัดศุลกากรเชื่อมโยงกับอัตราอากร ภาษี ข้อจำกัด และใบอนุญาตของสินค้าโดยตรง หากข้อมูลไม่สอดคล้องกับลักษณะของสินค้า เจ้าหน้าที่ศุลกากรอาจขอข้อมูลเพิ่มเติม ประเมินพิกัดใหม่ หรือเรียกเก็บอากรและภาษีเพิ่มเติม ซึ่งอาจทำให้การตรวจปล่อยสินค้าใช้เวลานานขึ้น
บทลงโทษในประเทศไทยขึ้นอยู่กับลักษณะและข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี การใช้ HS Code ผิดไม่ได้หมายความว่าจะถูกปรับสี่เท่าโดยอัตโนมัติ อย่างไรก็ตาม หากการกระทำเข้าข่ายการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากรโดยเจตนาตามมาตรา 243 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 กฎหมายกำหนดโทษปรับตั้งแต่ครึ่งเท่าแต่ไม่เกินสี่เท่าของอากรที่ต้องเสียเพิ่ม และศาลอาจสั่งริบของได้.
สำหรับ Shipment ที่ดำเนินการผ่าน DHL Express ทีมพิธีการศุลกากรสามารถช่วยดำเนินกระบวนการ Customs Clearance และอาจติดต่อขอข้อมูลหรือเอกสารเพิ่มเติมเมื่อจำเป็น อย่างไรก็ตาม ความรับผิดชอบทางกฎหมายในการระบุ HS Code ที่ถูกต้องยังคงเป็นของผู้ส่งสินค้า และ DHL Express Thailand ไม่ได้ให้บริการจำแนกประเภท HS Code แทนผู้ส่งก่อนการดำเนินพิธีการศุลกากร.
ดังนั้น หากสินค้าของคุณอยู่ภายใต้ข้อกำหนดเฉพาะ เช่น อาหาร เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์สมุนไพร สินค้าเกษตร หรือสินค้าอื่นที่อาจต้องมีใบอนุญาต ควรตรวจสอบทั้ง HS Code และข้อกำหนดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนจัดส่ง โดยระบบของกรมศุลกากรสามารถใช้ตรวจสอบข้อมูลใบอนุญาตเบื้องต้นได้ แต่กรมศุลกากรเองก็แนะนำให้ยืนยันกับหน่วยงานที่กำกับดูแลสินค้าอีกครั้ง
HS Code ส่งผลต่อต้นทุนรวม (Landed Cost) ของคุณอย่างไร?
Landed Cost หรือต้นทุนรวมของสินค้าเมื่อนำเข้าถึงปลายทาง ไม่ได้มีเพียงราคาสินค้าและค่าขนส่ง แต่ยังอาจรวมค่าประกันภัย อากร ภาษี และค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า
เนื่องจาก HS Code เป็นหนึ่งในข้อมูลหลักที่ใช้กำหนดอัตราอากร การเลือกพิกัดที่ไม่ถูกต้องอาจทำให้ธุรกิจประเมินต้นทุนต่ำหรือสูงกว่าความเป็นจริง และส่งผลต่อการตั้งราคาสินค้าในตลาดปลายทาง
ข้อตกลงการค้าเสรี หรือ Free Trade Agreements (FTAs) ทำให้การตรวจสอบ HS Code มีความสำคัญมากขึ้น เพราะสิทธิอัตราอากรพิเศษจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย รวมถึงการจำแนกประเภทสินค้า กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) และหลักฐานถิ่นกำเนิดที่กำหนด การใช้พิกัดไม่ถูกต้องจึงอาจกระทบต่อการพิจารณาว่าสินค้ามีคุณสมบัติได้รับสิทธิพิเศษทางอากรหรือไม่
คุณสามารถใช้ DHL Landed Cost Calculator เพื่อค้นหา Tariff Code และประเมินอากร ภาษี และต้นทุนรวมเบื้องต้นก่อนส่งได้ ซึ่งช่วยให้ธุรกิจวางแผนราคาและลดโอกาสที่ผู้รับจะพบค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดเมื่อสินค้าถึงปลายทาง