#คําแนะนําด้านโลจิสติกส์

สินค้าที่ใช้ได้สองทาง หรือ Dual-Use Items (DUI) คืออะไร?

ใช้เวลาอ่าน 4 นาที
Thailand's regulatory change on dual-use items (DUI)

การค้าระหว่างประเทศในปัจจุบันไม่ได้คำนึงเพียงแค่การขนส่งสินค้าให้ถึงปลายทางเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับกฎระเบียบด้านความมั่นคงระหว่างประเทศที่เข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะ "สินค้าใช้ได้สองทาง" หรือ Dual-Use Items (DUI) ซึ่งเป็นสินค้าที่สามารถนำไปใช้ได้ทั้งในกิจการพลเรือนและกิจกรรมที่อาจเกี่ยวข้องกับอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (Weapons of Mass Destruction: WMD) ซึ่งต้องขออนุญาตหากมีการส่งออกและส่งกลับไปนอกราชอาณาจักร มีผลบังคับใช้ 30 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป

Dual-Use Item (DUI) คืออะไร?

Dual-Use Item หรือ "สินค้าใช้ได้สองทาง" คือสินค้าที่ถูกออกแบบเพื่อใช้ในภาคอุตสาหกรรม ภาคการผลิต การวิจัย หรือการพาณิชย์ทั่วไป แต่ในบางกรณีอาจถูกนำไปใช้ในการพัฒนา ผลิต หรือสนับสนุนอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงได้เช่นกัน

ตัวอย่างเช่น

  • วัสดุและอุปกรณ์ด้านนิวเคลียร์
  • เครื่องมือแปรรูปวัสดุความแม่นยำสูง
  • อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง
  • คอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง
  • ระบบโทรคมนาคมและความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ
  • เซนเซอร์และเลเซอร์
  • ระบบนำร่องและอากาศยาน
  • อุปกรณ์ทางทะเล
  • เทคโนโลยีอวกาศและการขับดัน

ประกาศใหม่ปี 2569 มีสาระสำคัญอะไร?

ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. 2569 ได้แบ่งสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

1. สินค้าใช้ได้สองทาง (Dual-Use Items)

เป็นสินค้าที่ถูกกำหนดไว้ใน "บัญชี 1" ซึ่งครอบคลุมสินค้าหลากหลายประเภทตั้งแต่วัสดุนิวเคลียร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีสารสนเทศ ไปจนถึงอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ

2. สินค้าที่มีเหตุอันควรสงสัย

เป็นสินค้าที่อาจมีการใช้งานปลายทาง (End Use) หรือผู้ใช้งานปลายทาง (End User) ที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง แม้ว่าสินค้านั้นอาจไม่ได้อยู่ในบัญชีควบคุมโดยตรงก็ตาม

ผู้ประกอบการไทยจะได้รับผลกระทบอย่างไร?

ตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป สินค้าที่ใช้ได้ทั้งสองทาง (Dual-Use Items: DUI) เป็นสินค้าที่ต้องขออนุญาตในการส่งออกและส่งกลับไปนอกราชอาณาจักร 

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์มีกำหนดการขยายขอบเขตการบังคับใช้มาตรการควบคุมการส่งออกและการส่งกลับเพิ่มเติมในระยะต่อไป เพื่อให้ผู้ส่งออกสามารถเตรียมความพร้อมล่วงหน้า ดังนี้

  • ระยะที่ 2 (ภายในปี 2569): ขยายขอบเขตครอบคลุมสินค้า หมวด 7, 8 และ 9
  • ระยะที่ 3 (ภายในปี 2570): ขยายขอบเขตครอบคลุมสินค้า หมวด 1 ถึง 6 ผู้ส่งออก ผู้นำเข้า ผู้ผลิต และผู้ให้บริการโลจิสติกส์จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการตรวจสอบข้อมูลสินค้าและคู่ค้าทางธุรกิจมากขึ้น เนื่องจากสินค้าบางรายการอาจต้องได้รับใบอนุญาตก่อนการส่งออก ส่งผ่าน หรือถ่ายลำสินค้า

นอกจากนี้ การควบคุมยังครอบคลุมไปถึง

  • เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและการผลิตสินค้า
  • ซอฟต์แวร์บางประเภท
  • การถ่ายทอดข้อมูลทางเทคนิค
  • สิทธิในการเข้าถึงเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับสินค้าควบคุม

ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงควรมีระบบ Internal Compliance Program (ICP) หรือระบบควบคุมภายในเพื่อบริหารความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ

ทำไมการคัดกรอง End User และ End Use จึงมีความสำคัญ

แม้ว่าสินค้าบางประเภทจะเป็นสินค้าทั่วไป แต่หากถูกส่งไปยังปลายทางหรือผู้รับที่มีความเสี่ยง อาจเข้าข่ายเป็นสินค้าควบคุมได้

การตรวจสอบข้อมูลต่อไปนี้จึงมีความสำคัญ

  • ผู้รับปลายทางคือใคร
  • สินค้าจะถูกนำไปใช้งานอะไร
  • ประเทศปลายทางมีข้อจำกัดพิเศษหรือไม่
  • สินค้าอยู่ในบัญชี Dual-Use Item หรือไม่
  • ต้องขอใบอนุญาตส่งออกหรือเอกสารเพิ่มเติมหรือไม่

แนวทางดังกล่าวเป็นหัวใจสำคัญของมาตรการควบคุมการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงตามกฎหมายไทยฉบับปัจจุบัน

DHL Express ช่วยธุรกิจจัดการความเสี่ยงด้านการค้าระหว่างประเทศได้อย่างไร

ในยุคที่กฎระเบียบด้าน Export Control และ Trade Compliance มีความซับซ้อนมากขึ้น การเลือกพันธมิตรโลจิสติกส์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศถือเป็นปัจจัยสำคัญ

DHL Express มีเครือข่ายการขนส่งครอบคลุมกว่า 220 ประเทศและเขตแดนทั่วโลก พร้อมทีมผู้เชี่ยวชาญด้านศุลกากรและกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศที่ช่วยสนับสนุนลูกค้าในเรื่อง

  • การเตรียมเอกสารนำเข้าและส่งออก
  • การตรวจสอบข้อกำหนดทางศุลกากร
  • การติดตามการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบการค้า
  • การบริหารความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ
  • การอำนวยความสะดวกในการเคลียร์ศุลกากรอย่างมีประสิทธิภาพ

สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินการนำเข้าและส่งออกได้อย่างมั่นใจ ลดความล่าช้า ลดความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย และเพิ่มประสิทธิภาพในการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ

 

คำถามที่พบบ่อย

สินค้าที่ใช้ได้สองทาง (Dual-Use Items) หมายถึง สินค้าที่นำไปใช้ในทางพลเรือนและทางการทหาร โดยสามารถนำไปใช้ออกแบบ พัฒนา ผลิต ใช้ ดัดแปลง จัดเก็บ หรือลำเลียงอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง

สินค้าที่เข้าข่ายการควบคุมแบ่งออกเป็น 2 บัญชีหลัก ได้แก่

บัญชี 1: บัญชีรายการสินค้า DUI ครอบคลุมหมวด 0-9

บัญชี 2: บัญชีรายการสินค้าที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าการใช้หรือผู้ใช้สุดท้ายเกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (WMD) ครอบคลุมพิกัดศุลกากร 922 รายการ 

หมวดสินค้าที่ใช้ได้สองทาง (DUI) มี 10 หมวด ได้แก่

  • หมวด 0 วัสดุ สถานประกอบการ และอุปกรณ์นิวเคลียร์
  • หมวด 1 วัสดุพิเศษและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง
  • หมวด 2 การแปรรูปวัสดุ
  • หมวด 3 อิเล็กทรอนิกส์
  • หมวด 4 คอมพิวเตอร์
  • หมวด 5 โทรคมนาคม และการรักษาความปลอดภัยข้อมูล
  • หมวด 6 เซนเซอร์และเลเซอร์
  • หมวด 7 ระบบนำร่องและระบบอิเล็กทรอนิกส์การบิน
  • หมวด 8 ยานพาหนะและอุปกรณ์ทางทะเล
  • หมวด 9 การบิน อวกาศ และการขับดัน

กำหนดให้สินค้าที่ใช้ได้สองทาง (DUIs) เป็นสินค้าควบคุมที่ต้องได้รับใบอนุญาต (License) ก่อนการส่งออก หรือส่งกลับไปนอกราชอาณาจักรทุกครั้ง

ประกาศมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป

สินค้าหมวด 0: สินค้าที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์ (วัสดุ สถานประกอบการ และอุปกรณ์)

รหัสควบคุมขึ้นต้นด้วย

  • 0A ระบบ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ
  • 0B อุปกรณ์ทดสอบ ตรวจสอบ และผลิต
  • 0C วัสดุ

ตามบัญชี 1 สินค้าที่ใช้ได้สองทางท้ายประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง รายการสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงแห่งชาติ พ.ศ. 2569

ไม่ใช่ มาตรการนี้ครอบคลุมทั้ง

  • การส่งออก (Export)
  • การส่งกลับไปนอกราชอาณาจักร (Re-export)

ผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบรายการสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง พ.ศ. 2569 ผ่านระบบ e-Classification ของกรมการค้าต่างประเทศ (DFT)

กระทรวงพาณิชย์จะทยอยขยายขอบเขตการบังคับใช้มาตรการขออนุญาต (Licensing)

  • ระยะที่ 2 ภายในปี 2569
  • ระยะที่ 3 ภายในปี 2570

สำหรับสินค้าในหมวด 1 ถึงหมวด 9

ไม่สามารถดำเนินการแทนได้ การจำแนกประเภทสินค้า การประเมินสถานะการควบคุม และการยื่นขอใบอนุญาตตามกฎหมาย เป็นความรับผิดชอบโดยตรงของผู้ส่งออก ผู้ผลิต หรือเจ้าของสินค้า

อย่างไรก็ตาม DHL สามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเตรียมเอกสารและขั้นตอนด้านพิธีการศุลกากรได้

สินค้าอาจถูกระงับการจัดส่ง ผู้ประกอบการควรตรวจสอบสถานะสินค้าและขออนุญาตให้เรียบร้อยก่อนดำเนินการส่งออก

แนะนำให้ตรวจสอบข้อมูลทางเทคนิคจากผู้ผลิต หรือขอคำแนะนำจากหน่วยงานผู้อนุญาตที่เกี่ยวข้อง

ควรแจ้ง DHL ล่วงหน้าอย่างน้อย 1-2 วันทำการก่อนส่งออก เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องได้

  • ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้สินค้าที่ใช้ได้สองทางเป็นสินค้าที่ต้องขออนุญาตในการส่งออกและส่งกลับไปนอกราชอาณาจักร พ.ศ. 2569
  • ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง รายการสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงแห่งชาติ พ.ศ. 2569
  • คู่มือสำหรับประชาชนและช่องทางการติดต่อหน่วยงานภาครัฐ
  • เว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศ (DFT) www.dft.go.th