#คําแนะนําด้านโลจิสติกส์

DDP vs DAP: สิ่งที่ผู้ขายออนไลน์ทุกคนต้องรู้

ประเด็นสำคัญ

  • ความชัดเจน (Clarity): การเลือกเงื่อนไขการจัดส่งที่เหมาะสมช่วยให้คุณกำหนดราคาที่ชัดเจนและสร้างความคาดหวังที่ถูกต้องให้กับผู้ซื้อ
  • อัตราการสั่งซื้อ (Conversion): การเสนอราคาสำหรับเงื่อนไขทางการค้าแบบ Delivered Duty Paid (DDP) อาจช่วยลดอัตราการละทิ้งตะกร้าสินค้าที่เกิดจากค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่ผู้ซื้อไม่คาดคิด
  • การควบคุม (Control): การจัดการภาษีอากรศุลกากรล่วงหน้าช่วยให้คุณมองเห็นภาพรวมต้นทุนการจัดส่งระหว่างประเทศได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
  • ความยืดหยุ่น (Flexibility): บริการ On Demand Delivery (ODD) ช่วยให้ผู้ซื้อจัดการการจัดส่งในขั้นตอนสุดท้ายได้ด้วยตนเอง ซึ่งสามารถลดปัญหาการนำส่งพัสดุไม่สำเร็จในครั้งแรกได้

ลองนึกภาพสถานการณ์นี้: ลูกค้าของคุณคลิก 'ซื้อ' ชำระเงินเต็มจำนวน และรอรับสินค้า จากนั้นกลับได้รับใบเรียกเก็บค่าภาษีและอากรศุลกากรเมื่อพัสดุมาส่งถึงหน้าประตูบ้าน พวกเขาจึงปฏิเสธที่จะรับพัสดุ คุณต้องรับผิดชอบค่าส่งของกลับ แถมลูกค้ายังนำประสบการณ์เชิงลบนี้ไปแชร์ต่อบนโลกออนไลน์ นี่คือสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้เมื่อใช้เงื่อนไขทางการค้าแบบ Delivered at Place (DAP) ซึ่งอาจสร้างความเสียหายให้กับผู้ขายที่ทำธุรกิจระหว่างประเทศมากกว่าที่คิด

 

เหตุใด DAP จึงสร้างปัญหาให้กับกระบวนการจัดส่งสินค้า

เงื่อนไขทางการค้าแบบ DAP หมายความว่าผู้ซื้อจะเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินพิธีการศุลกากรปลายทางด้วยตนเอง ซึ่งอาจรวมถึงการประสานงานกับตัวแทนท้องถิ่น การชำระภาษีและอากรนำเข้าก่อนที่พัสดุจะถูกส่งมอบ ซึ่งอาจสร้างความยุ่งยากในช่วงเวลาสำคัญของเส้นทางการซื้อสินค้า นี่คือช่วงเวลาที่ความเชื่อมั่นต่อแบรนด์อาจได้รับผลกระทบ เนื่องจากผู้ซื้อได้ชำระเงินค่าสินค้าเรียบร้อยแล้วตอนเช็คเอาท์ การมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมมาเรียกเก็บเมื่อพัสดุมาส่ง อาจทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเป็นค่าใช้จ่ายแอบแฝง มากกว่าจะมองว่าเป็นขั้นตอนของการนำเข้าสินค้าตามปกติ

ขั้นตอนพิธีการศุลกากรภายใต้เงื่อนไขการค้า DAP สำหรับลูกค้าของคุณเป็นอย่างไร

กระบวนการดำเนินพิธีการศุลกากรภายใต้เงื่อนไขการค้า DAP ที่ราบรื่นมักขึ้นอยู่กับความถูกต้องและครบถ้วนขอองเอกสารต่างๆ ซึ่งผู้ขายจำนวนมากมักไม่ได้นึกถึงจนกระทั่งเกิดปัญหาขึ้น

 

ข้อกำหนดที่ต้องรู้ในการเดินพิธีการศุลกากรภายใต้เงื่อนไขการค้า DAP

สำหรับการสำแดงสินค้าขาออกจากประเทศไทย คุณจะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนของกรมศุลกากร ซึ่งดำเนินการยื่นเอกสารผ่านระบบ e-Customs ออนไลน์ แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ เมื่อคุณจัดส่งสินค้าไปยังประเทศอื่นๆ คุณต้องเตรียมพร้อมที่จะปฏิบัติตามข้อกำหนดการนำเข้าเฉพาะของประเทศนั้นๆ ด้วย เช่น เมื่อจัดส่งสินค้ามูลค่าไม่เกิน 150 ยูโรไปยังสหภาพยุโรป คุณสามารถลงทะเบียนกับ Import One-Stop Shop (IOSS) ได้ ซึ่งจะช่วยให้กระบวนการของคุณง่ายขึ้นโดยอนุญาตให้คุณจัดการภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับการขายไปยังประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปทั้งหมดได้ในการชำระเงินรายเดือนเพียงครั้งเดียว สำหรับการจัดส่งไปยังสหรัฐอเมริกา การทราบข้อมูลเกี่ยวกับเกณฑ์มูลค่าขั้นต่ำที่ได้รับการยกเว้นอากร (de minimis value) ที่ 800 ดอลลาร์สหรัฐ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ตามคำอธิบายของหน่วยงานศุลกากรและป้องกันชายแดนของสหรัฐอเมริกา เกณฑ์นี้หมายความว่าสินค้าส่วนใหญ่ที่มีมูลค่าต่ำกว่านี้สามารถนำเข้าประเทศได้โดยไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งช่วยหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมให้กับลูกค้าของคุณ การติดตามข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับข้อกำหนดด้านภาษีดิจิทัลและศุลกากรของตลาดปลายทางหลักๆ อยู่เสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้การจัดส่งเป็นไปอย่างราบรื่น

ไม่แน่ใจว่าต้องเตรียมอะไรบ้างก่อนส่งของไปต่างประเทศ?

เอกสารและข้อกำหนดอาจแตกต่างกันตามสินค้าและประเทศปลายทาง ให้ผู้เชี่ยวชาญ DHL Express ช่วยแนะนำสิ่งที่ควรรู้ก่อนส่ง

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

ความล่าช้าในการจัดส่งที่อาจเกิดขึ้น

ความล่าช้าในการขนส่งที่ไม่คาดคิดสามารถทำให้กระบวนการจัดส่งซับซ้อนยิ่งขึ้นไปอีก ในประเทศไทย สภาพอากาศตามฤดูกาล เช่น ฤดูมรสุม อาจทำให้เกิดน้ำท่วมซึ่งส่งผลกระทบต่อการขนส่งทางถนนและกระทบต่อระยะเวลาการจัดส่ง นอกจากนี้ ความสามารถในการรองรับของสนามบินมักจะลดลงในช่วงวันหยุดยาว เช่น เทศกาลสงกรานต์ ซึ่งอาจซ้ำเติมความล่าช้าที่มีอยู่และทำให้การจัดส่งสินค้าออกจากประเทศต้องเลื่อนออกไป

 

การเปลี่ยนมาใช้เงื่อนไขการค้า DDP ช่วยเพิ่มอัตราการสั่งซื้อหน้าเช็คเอาท์ได้จริงหรือ

DDP ช่วยเปลี่ยนจากคนที่แค่เข้ามาดูสินค้าให้กลายเป็นลูกค้าตัวจริงได้ง่ายขึ้น ด้วยการขจัดความไม่แน่นอนเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ลูกค้าต้องรับผิดชอบ ลูกค้าของคุณจะเห็นราคาสุทธิที่หน้าเช็คเอาท์ และความโปร่งใสนี้สามารถช่วยลดอัตราการละทิ้งตะกร้าสินค้าได้อย่างเห็นผล

เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง DAP และ DDP

นี่คือตารางเปรียบเทียบข้อแตกต่างที่สำคัญ

เงื่อนไขการค้า

ใครเป็นผู้ชำระภาษีอากร

ผลกระทบต่อลูกค้า

DAP

ผู้ซื้อ

ค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดอาจสร้างความไม่พอใจและนำไปสู่การปฏิเสธการรับสินค้า

DDP

ผู้ขาย

การจัดส่งที่ราบรื่น ไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง

การถูกปฏิเสธพัสดุแบบ DAP เพียงชิ้นเดียวอาจทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น ทั้งในรูปของค่าใช้จ่ายในการส่งคืนสินค้าและกำไรที่สูญเสียไปจากการขายสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลช้อปปิ้งใหญ่ๆ เช่น มหกรรม 11.11 ที่ปริมาณคำสั่งซื้อและอัตราการปฏิเสธรับสินค้าอาจเพิ่มขึ้นพร้อมกัน

MyDHL+ ช่วยให้คุณตั้งราคาได้อย่างเหมาะสม

คุณสามารถใช้ MyDHL+ เพื่อประเมินค่าอากรและภาษีก่อนที่จะส่งสินค้าได้ ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่งหากคุณจัดส่งสินค้าจากศูนย์กลางหลักอย่างดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ฮับและเกตเวย์ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ วิธีนี้ช่วยให้คุณสามารถนำต้นทุนเหล่านี้ไปรวมไว้ในการกำหนดราคาสินค้าของคุณ เพื่อช่วยรักษากำไรไว้ในขณะที่ยังคงมอบประสบการณ์การชำระเงินที่ราบรื่นให้กับผู้ซื้อได้

ทำไมบริการ On Demand Delivery จึงช่วยปกป้องชื่อเสียงของแบรนด์คุณได้

การพลาดรับสินค้าเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดรีวิวในแง่ลบในการซื้อขายอีคอมเมิร์ซระหว่างประเทศ เมื่อลูกค้าของคุณไม่อยู่บ้าน เงื่อนไขการจัดส่งที่คุณใช้อาจไม่สำคัญเท่ากับความยืดหยุ่นที่คุณมอบให้ บริการ DHL On Demand Delivery (ODD) ช่วยให้ผู้ซื้อสามารถตัดสินใจได้เองว่าจะรับสินค้าที่ไหนและเมื่อไหร่

การจัดส่งที่ยืดหยุ่นช่วยป้องกันอะไรได้บ้าง

การมีทางเลือกในการจัดส่งที่ยืดหยุ่นอาจช่วยลดความเสี่ยงที่สินค้าจะถูกตีกลับได้ แทนที่จะปฏิเสธการรับพัสดุไปเลย ลูกค้าสามารถเลือกที่จะฝากพัสดุไว้กับเพื่อนบ้าน ส่งไปยังจุดบริการในพื้นที่ หรือเลื่อนกำหนดการจัดส่งเป็นวันและเวลาที่สะดวกได้

3 วิธีที่ ODD ช่วยยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า

นี่คือสิ่งที่ลูกค้าของคุณจะได้รับr:

Choice

ทางเลือก: ผู้ซื้อสามารถเลือกสถานที่หรือเวลาจัดส่งที่ต้องการได้ตามตารางเวลาของตนเอง

Visibility

การติดตามสถานะ: การติดตามพัสดุแบบเรียลไทม์ช่วยให้ลูกค้าทราบสถานะของพัสดุอยู่เสมอ

Reliability

ความน่าเชื่อถือ: การนำส่งพัสดุที่ไม่สำเร็จในครั้งแรกลดลง หมายความว่าลูกค้าของคุณมีแนวโน้มที่จะได้รับสินค้าตรงเวลามากขึ้น

 

จัดการเงื่อนไขการจัดส่งของคุณให้ชัดเจนตั้งแต่วันนี้

เงื่อนไขการจัดส่งที่ชัดเจนช่วยสร้างความไว้วางใจกับผู้ซื้อในต่างประเทศและปกป้องชื่อเสียงแบรนด์ของคุณ บริการ Duty Tax Paid ของเราคือสิ่งที่ทำให้การจัดส่งแบบ DDP เป็นไปได้จริง โดยจะเรียกเก็บค่าใช้จ่ายทางศุลกากรในใบแจ้งหนี้ของผู้ส่ง แทนที่จะปล่อยให้ผู้ซื้อต้องเจอกับค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดเมื่อสินค้าจัดส่งถึงปลายทาง 

เรียนรู้วิธีทำให้ขั้นตอนการชำระเงินระหว่างประเทศของคุณราบรื่นยิ่งขึ้นสำหรับผู้ซื้อทุกคน

คำถามที่พบบ่อย

DAP (Delivered at Place) หมายความว่าผู้ซื้อมีหน้าที่รับผิดชอบในการชำระอากรและภาษีนำเข้าที่เกี่ยวข้องเมื่อพัสดุมาถึงประเทศปลายทาง ส่วน DDP (Delivered Duty Paid) หมายความว่าผู้ขายเป็นผู้ชำระค่าใช้จ่ายเหล่านี้ล่วงหน้า ดังนั้นลูกค้าจึงชำระเงินเพียงครั้งเดียวในราคารวมทุกอย่างแล้วที่หน้าเช็คเอาท์

DDP สามารถยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าได้โดยการขจัดปัญหาในการจัดส่งและค่าใช้จ่ายแอบแฝงสำหรับผู้ซื้อ สิ่งนี้อาจทำให้แบรนด์ของคุณน่าสนใจยิ่งขึ้นสำหรับนักช้อปต่างชาติที่ต้องการชำระเงินราคารวมเบ็ดเสร็จเพียงครั้งเดียว มากกว่าที่จะต้องมาจัดการกับใบเรียกเก็บเงินค่าภาษีศุลกากรในภายหลัง

คุณสามารถใช้เครื่องมือใน MyDHL+ เพื่อตรวจสอบอัตราอากรและภาษีปัจจุบันสำหรับตลาดปลายทางของคุณได้ ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถคำนวณต้นทุนเหล่านี้เข้าไปในราคาสินค้าของคุณได้อย่างแม่นยำ

ใช่ ในหลายกรณี DDP สามารถช่วยเร่งกระบวนการทางศุลกากรได้ เนื่องจากเอกสารที่จำเป็นและการเตรียมการชำระเงินได้ถูกจัดการเรียบร้อยแล้วก่อนที่พัสดุจะมาถึงด่านศุลกากร ช่วยลดความเสี่ยงที่พัสดุจะถูกระงับซึ่งอาจเกิดขึ้นได้หากผู้ซื้อไม่ชำระค่าภาษีศุลกากรภายในระยะเวลาที่กำหนด

แม้ว่า DDP มักจะเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมในการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า แต่บางตลาดอาจมีกฎระเบียบด้านภาษีที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งอาจทำให้ DAP เป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่าสำหรับการจัดส่งบางประเภท เช่น สินค้าแบบเหมาล็อต (Bulk Shipments) หรือสินค้าภาคอุตสาหกรรม (Industrial Goods) ทั้งนี้ ขอแนะนำให้ตรวจสอบกฎระเบียบนำเข้าของประเทศปลายทางผ่าน My Global Trade Services (MyGTS) ทุกครั้งก่อนที่จะอัปเดตการตั้งค่าการเรียกเก็บค่าจัดส่งและภาษีในขั้นตอนเช็กเอาต์ (Checkout)