#คําแนะนําด้านโลจิสติกส์

การเปลี่ยนแปลงกฎศุลกากรสหภาพยุโรปปี 2569: ค่าธรรมเนียมใหม่ 2 ยูโร และข้อกำหนด Product Identifier มีผล 1 พฤศจิกายน 2569

อ่าน 4 นาที
๊EU customs changes 2026

ธุรกิจของคุณส่งสินค้าไปยังสหภาพยุโรป (EU) ใช่มั้ย? ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป จะมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญด้านศุลกากรของสหภาพยุโรปที่ส่งผลต่อผู้ประกอบการที่จำหน่ายสินค้าให้ผู้บริโภคในสหภาพยุโรปโดยตรง (B2C)

ภายใต้การปฏิรูประบบศุลกากรของสหภาพยุโรป (EU Customs Reform) ผู้ส่งออกจะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับ ค่าธรรมเนียมดำเนินการของสหภาพยุโรป (EU Handling Fee) จำนวน 2 ยูโร และ ข้อกำหนดในการระบุรหัสสินค้า (Product Identifier: PID) สำหรับการจัดส่งสินค้าแบบธุรกิจถึงผู้บริโภค (Business-to-Consumer: B2C) ที่นำเข้าสู่ 27 ประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรป

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีผลต่อผู้ประกอบการในประเทศไทยและประเทศนอกสหภาพยุโรปอื่นๆ ไม่ว่าส่งสินค้ามูลค่าเท่าไหร่ก็ตาม การทำความเข้าใจข้อกำหนดเหล่านี้ล่วงหน้าจะช่วยให้ธุรกิจสามารถบริหารต้นทุนการจัดส่ง จัดเตรียมเอกสารศุลกากรได้อย่างถูกต้อง และหลีกเลี่ยงความล่าช้าในการผ่านพิธีการศุลกากร

มาดูกันว่าผู้ส่งออกควรรู้อะไรบ้างและต้องเตรียมตัวอย่างไร

กฎศุลกากรใหม่ของสหภาพยุโรปที่จะมีผลตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2569 คืออะไร?

มีการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบสำคัญ 2 ข้อที่จะส่งผลต่อการนำเข้าสินค้า B2C เข้าสู่สหภาพยุโรป ได้แก่

  • ค่าธรรมเนียมดำเนินการของสหภาพยุโรป (EU Handling Fee) 2 ยูโร เป็นค่าธรรมเนียมบังคับจำนวน 2 ยูโรต่อรายการสินค้า (Line Item) ในใบขนสินค้านำเข้า โดยไม่คำนึงถึงมูลค่าสินค้า
  • Product Identifier (PID) ผู้ส่งออกต้องระบุข้อมูลรหัสสินค้าสำหรับสินค้าแต่ละรายการที่เข้าข่าย เพื่อใช้ประกอบการตรวจปล่อยสินค้าของศุลกากรสหภาพยุโรป

ข้อกำหนดทั้งสองข้อนี้ใช้กับสินค้าประเภท B2C ที่จัดส่งจากนอกสหภาพยุโรปไปยังผู้บริโภคในทั้ง 27 ประเทศสมาชิก

ข้อกำหนดดังกล่าวเป็นข้อกำหนดของสหภาพยุโรป ไม่ใช่ข้อกำหนดเฉพาะของ DHL Express และมีผลบังคับใช้กับผู้ให้บริการขนส่งด่วนทุกราย

1. ค่าธรรมเนียม EU Handling Fee: สิ่งที่ผู้ส่งออกควรรู้

ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป จะมีการเรียกเก็บ ค่าธรรมเนียม EU Handling Fee จำนวน 2 ยูโร ต่อรายการสินค้าในใบขนสินค้านำเข้าสำหรับการจัดส่ง B2C ที่เข้าสู่สหภาพยุโรป ไม่ว่าสินค้าจะมูลค่าเท่าไหร่ก็ตาม

ค่าธรรมเนียมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยรองรับต้นทุนด้านการกำกับดูแลและการตรวจสอบทางศุลกากรที่เพิ่มขึ้น จากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของการค้าอีคอมเมิร์ซระหว่างประเทศ

ค่าธรรมเนียม 2 ยูโรคำนวณอย่างไร?

ค่าธรรมเนียมจะคำนวณจาก จำนวนรายการสินค้าในใบขนสินค้านำเข้า (Import Customs Declaration Line Items) ไม่ใช่จำนวนกล่องพัสดุหรือจำนวนชิ้นสินค้า

ยกตัวอย่าง

EU Handling Fee

หมายเหตุสำคัญ: EU Handling Fee เป็นค่าธรรมเนียมตามกฎหมายของสหภาพยุโรป ไม่ใช่ค่าบริการของ DHL Express

ค่าธรรมเนียม €2 นี้เหมือนกับอากรศุลกากร €3 หรือไม่?

ไม่เหมือนกัน เพราะเป็นค่าใช้จ่ายคนละประเภท

ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นมา สหภาพยุโรปได้เรียกเก็บ อากรศุลกากร 3 ยูโร ต่อรายการสินค้าในใบขน สำหรับการนำเข้าสินค้า B2C มูลค่าไม่เกิน 150 ยูโร แทนการยกเว้นอากรเดิม

และตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 จะมีการเรียกเก็บ EU Handling Fee เพิ่มอีก 2 ยูโร สำหรับสินค้าประเภท B2C โดยไม่คำนึงถึงมูลค่าสินค้า

นอกจากนี้ ยังอาจมีการเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อากรขาเข้า และค่าธรรมเนียมอื่นๆ ตามประเภทสินค้าและประเทศปลายทาง

ใครเป็นผู้ชำระ EU Handling Fee?

สำหรับการจัดส่งผ่าน DHL Express ผู้รับผิดชอบค่าธรรมเนียมจะขึ้นอยู่กับรูปแบบการเรียกเก็บภาษีและอากรที่เลือก 

DTP – Duty Tax Paid

ผู้ส่งสินค้าเป็นผู้รับผิดชอบชำระอากร ภาษี และค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับศุลกากรทั้งหมด รวมถึง EU Handling Fee

DTU – Duty Tax Unpaid

ผู้นำเข้าหรือผู้รับปลายทางในสหภาพยุโรปเป็นผู้ชำระอากร ภาษี และค่าธรรมเนียมต่างๆ รวมถึง EU Handling Fee ก่อนรับสินค้า

ผู้ประกอบการควรแจ้งเงื่อนไขการชำระเงินเหล่านี้ให้ลูกค้าทราบอย่างชัดเจน เพื่อหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดหรือความล่าช้าในการจัดส่ง

2. Product Identifier (PID): ข้อมูลบังคับสำหรับการผ่านพิธีการศุลกากร

การเปลี่ยนแปลงสำคัญอีกข้อหนึ่งคือ ข้อมูลที่ผู้ส่งออกต้องจัดเตรียมเมื่อส่งสินค้าไปยังผู้บริโภคในสหภาพยุโรป

ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป การระบุ Product Identifier (PID) ในระดับรายการสินค้า (Line Item) จะเป็นข้อบังคับสำหรับการนำเข้าสินค้า B2C เข้าสู่สหภาพยุโรป ไม่ว่ามูลค่าสินค้าจะเป็นเท่าใด

Product Identifier (PID) คืออะไร?

Product Identifier คือรหัสตัวอักษรและตัวเลขเฉพาะที่ใช้ระบุสินค้าแต่ละประเภทตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน

ข้อมูลดังกล่าวช่วยให้หน่วยงานศุลกากรของสหภาพยุโรปสามารถ

  • ระบุสินค้าได้แม่นยำยิ่งขึ้น
  • ตรวจสอบย้อนกลับสินค้าได้
  • ประเมินความสอดคล้องกับข้อกำหนดของสหภาพยุโรป

กฎระเบียบนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างการคุ้มครองผู้บริโภค และช่วยให้หน่วยงานศุลกากรสามารถระบุสินค้าที่อาจไม่ปลอดภัยหรือไม่เป็นไปตามมาตรฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ต้องใช้ Product Identifier ประเภทใดบ้าง?

ธุรกิจควรจัดเตรียมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น

  • Merchant Product Identifier (รหัสสินค้าของผู้ขาย)
  • Manufacturer Product Identifier (รหัสสินค้าของผู้ผลิต)
  • SKU
  • หมายเลขรุ่นสินค้า (Model Number)
  • บาร์โค้ด หรือรหัสมาตรฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
Which Product Identifiers are required

ตัวอย่างเช่น ผู้จำหน่ายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ออนไลน์ที่ส่งสินค้าไปยังประเทศเยอรมนี อาจต้องระบุ SKU หมายเลขรุ่นสินค้า และรหัสบาร์โค้ดของผลิตภัณฑ์ หากมีข้อมูลดังกล่าว โดยทั่วไป ข้อมูลเหล่านี้สามารถพบได้จาก แคตตาล็อคสินค้า เอกสารจากซัพพลายเออร์ ฉลากหรือบรรจุภัณฑ์สินค้า หรือระบบอีคอมเมิร์ซที่ใช้งานอยู่

ถ้าไม่มี Product Identifier จะเกิดอะไรขึ้น?

การระบุข้อมูล PID ไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้อง อาจทำให้ศุลกากรไม่สามารถดำเนินการตรวจปล่อยสินค้าได้ อาจส่งผลให้

  • การผ่านพิธีการศุลกากรล่าช้า
  • สินค้าถูกระงับไว้ที่ด่านศุลกากร
  • สินค้าอาจถูกส่งกลับไปยังประเทศต้นทาง

หมายเหตุสำคัญ:
ข้อกำหนด Product Identifier เป็นข้อกำหนดของสหภาพยุโรปที่ใช้กับผู้ให้บริการขนส่งด่วนทุกราย ไม่ใช่ข้อกำหนดที่ DHL Express กำหนดขึ้นเอง

ผู้ส่งออกไทยควรเตรียมตัวอย่างไร

เพื่อให้การจัดส่งและการผ่านพิธีการศุลกากรเป็นไปอย่างราบรื่น ธุรกิจควรดำเนินการดังต่อไปนี้ก่อนวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569

1. ตรวจสอบข้อมูลสินค้า

ตรวจสอบว่าสินค้าทุกรายการมีข้อมูล Merchant PID และ Manufacturer PID ครบถ้วน หากขาดข้อมูล ควรประสานงานกับซัพพลายเออร์เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม

2. ส่งข้อมูล PID ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์

กรอกข้อมูล PID ให้ครบถ้วนและถูกต้องในระดับรายการสินค้า เมื่อสร้างใบส่งสินค้าผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของ DHL Express เช่น MyDHL+

3. จัดทำเอกสารศุลกากรให้ถูกต้อง

ระบุรายละเอียดสินค้า มูลค่าสินค้า พิกัดศุลกากร (HS Code) และข้อมูล Commercial Invoice หรือ Proforma Invoice ให้ครบถ้วนในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์

4. ระบุข้อมูลผู้รับให้ถูกต้อง

ตรวจสอบชื่อ อีเมล และหมายเลขโทรศัพท์มือถือของผู้นำเข้าหรือผู้รับสินค้าให้ถูกต้อง เพื่อช่วยให้กระบวนการศุลกากรดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว

5. ทบทวนค่าใช้จ่ายและรูปแบบการเรียกเก็บอากร

ทำความเข้าใจผลกระทบของ EU Handling Fee ต่อค่าใช้จ่ายในการจัดส่ง และกำหนดให้ชัดเจนว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบอากรและภาษีนำเข้า ระหว่างผู้ส่งหรือผู้รับ

การเตรียมความพร้อมล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงจากความล่าช้าในการตรวจปล่อยสินค้าและค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด

ส่งสินค้าไปยุโรปอย่างมั่นใจกับ DHL Express

การติดตามกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมออาจเป็นเรื่องท้าทาย โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจที่กำลังขยายตลาดไปต่างประเทศ

DHL Express พร้อมสนับสนุนธุรกิจด้วยความเชี่ยวชาญด้านการขนส่งระหว่างประเทศ คำแนะนำด้านศุลกากร และโซลูชันการจัดส่งแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อช่วยให้ธุรกิจเตรียมความพร้อมสำหรับข้อกำหนดด้านการนำเข้าและส่งออกได้อย่างถูกต้อง

ไม่ว่าคุณจะส่งสินค้าไปยังสหภาพยุโรปเป็นครั้งแรก หรือมีการจัดส่งระหว่างประเทศเป็นประจำ ผู้เชี่ยวชาญของ DHL Express พร้อมให้คำแนะนำและสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจคุณ

เปิดบัญชีธุรกิจ DHL Express วันนี้ เพื่อรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่ง ติดตามข่าวสารการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบที่สำคัญ และรับคำแนะนำที่เหมาะสมกับความต้องการด้านการส่งออกของคุณ

 

หมายเหตุ: ข้อมูลด้านกฎระเบียบอาจมีการเปลี่ยนแปลง อากร ภาษี ค่าธรรมเนียม และข้อกำหนดทางศุลกากรอาจแตกต่างกันตามประเภทสินค้าและประเทศปลายทาง โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดกับหน่วยงานของสหภาพยุโรปที่เกี่ยวข้องหรือ DHL Express ก่อนดำเนินการจัดส่งสินค้า